Archive

Archive for the ‘My Life: Blah Blah Blah’ Category

Eating and temples trip on my Birthday @กุ้งเผาทองชุบ วัดอัมพวัน & wasabi

July 28, 2009 Leave a comment

วันเกิดปีนี้ตั้งใจว่าจะหยุดงานไปทำบุญ จริงๆตั้งแต่ทำงานมาไม่เคยหยุดงานเลย แต่มีคนบอกมาว่า เนี่ยะวันเกิดเค้าไม่ให้ทำงานกันนะ ไม่งั้นจะต้องทำงานหนักในปีต่อไป … ไอ้เราก็ลองคิดๆดู เออหว่ะทำไมตูงานเยอะตลอด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนไม่เห็นเคยมีงานสบายเลเลยขอลองตามเคล็ดนี้สักหน่อยท่าจะดี … เลยจัดแจง submit วันลาไปซะตั้งแต่อาทิตย์ก่อนเลย รวมทั้งไปเตรียมซื้อของทำบุญไว้ตั้งแต่ weekend เลย กะว่าหลังจากวันเกิดปีนี้ไปทุกอย่างต้องดีขึ้นๆแน่ๆ หุ หุ …

พอถึงวันเกิด ก็ตื่นเช้าออกมาตักบาตรแถวบ้านก่อนเลย เอาฤกษ์ พอสายๆก็ออกเดินทาง ขับรถมุ่งหน้าไปจ.สิงห์บุรี โดยมีเป้าหมายแน่นอนว่าเราจะไปวัดอัมพวันเผื่อจะได้เจอหลวงพ่อจรัญฯ เพราะเคยได้ยินชื่่อเสียงมานาน แต่ไม่เคยไปสักทีเลย คราวนี้เลยได้โอกาส … แต่ก็มีความตั้งใจอีกอย่างด้วย คือของที่จะเอาไปทำบุญนี่กะจะทำที่วัดอื่นๆด้วย ขอเป็นวัดที่คนน้อยๆไม่ค่อยมีคนไปหน่อยจะดีมาก จริงๆแล้วตัวเราเองจะชอบไปวัดที่คนไม่ค่อยรู้จัก มันเงียบสงบดี รู้สึกไม่ต้องรีบๆเร่งๆ สบายๆ … ขับรถออกมาจากกรุงเทพตอนเกือบ 11 โมง กะว่าจะไปหาข้าวอร่อยๆกินแถวนั้นเลย .. และแล้วววว ก็ได้ลองสักทีกับร้านดังร้านนี้ … "กุ้งเผาทองชุบ" เห็นใน pantip มาหลายกระทู้แล้ว ได้โอกาสลองสักที … ร้านนี้เป็นร้านอยู่ติดริมแม่น้ำเลย ตอนที่ไปถึงก็เที่ยงกว่าๆ มีข้าราชการตำรวจมาทานกันเยอะมาก บรรยากาศก็สบายๆ ลมพัดเรื่อยๆ ไม่ร้อนเลย

ไปถึงด้วยความหิวก็รีบๆดูเมนู เห็นแล้วก็อยากกินไปซะทุกอย่าง แต่ด้วยความที่ไปแค่สองคน จะสั่งเยอะก็ไม่ได้ เลยสั่งได้เท่าที่เห็นในรูป (ยังไม่เยอะอีกเหรอฟะนี่ ^^") … ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องกุ้งแม่น้ำมากๆ เลยสั่งมา 2 ตัว กุ้งที่นี่ขายกิโลละ 900 อย่างที่เราสั่งมา 2 ตัวนี่ก็ 630 บาท คือโลนึงจะได้ประมาณ 2 ตัวกว่าๆไม่ถึง 3 ตัวอ่ะนะ … สั่งกุ้งเผาธรรมดาๆนีเลย แล้วให้เค้าเอาหัวกุ้งไปทำต้มยำให้ เอาไว้ซดน้ำเฉยๆ … อย่างอื่นๆที่สั่งอีกก็มีห่อหมก (อร่อยมากๆ), ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม, แกงป่าลูกชิ้นปลากราย (ลูกชิ้นหนึบมากๆ อร่อยของจริง) … กินแล้วบอกได้คำเดียวว่าอาหารร้านนี้รสชาติเผ็ดจัดจ้านบ้านๆได้ใจมากๆเลยอ่ะ ใครผ่านมาทางนี้ต้องไม่ลืมแวะมาทานให้ได้เลยนะ

ทานอิ่มเรียบร้อยแล้วก็มุ่งหน้าหาวัดที่จะเข้าไปทำบุญกันต่อเลย … เราใช้วิธีวิ่งเลียบถนนด้านใน (ไม่ได้วิ่งถนนใหญ่) ไปเรื่อยๆ เพราะวัดแถบนี้เยอะมาก ขับออกมาได้แป๊บนึงก็บอกเปิ้ลว่าถ้าวิ่งไปแล้วเจอวัดไหนเป็นวัดแรกปั๊บก็จะแว่บเข้าไปเลย … และก็มาเจอกับ "วัดเก้าชั่ง" เราก็เลี้ยวรถเข้าไปเลย … เดินไปเจอหลวงพี่รูปนึง กับพี่ที่เป็นเด็กวัด ก็บอกว่าพี่ๆจะมาทำสังฆทานอ่ะ พีเค้าก็ทำหน้างงๆ หลวงพี่ก็ทำหน้างงๆ เสร็จแล้วตอนเริ่มปกติแล้วพระต้องนำสวดใช่ป่ะ นี่หลวงพี่บอกว่าอ่านตามบนกล่องหลอดไฟที่นำมาถวายเลยละกัน (พอดีถวายหลอดไฟด้วย และบนกล่องมันมีเขียนบทสวดไว้) … พอถวายเสร็จเรียบร้อย พี่เด็กวัดมีการกระซิบบอกว่า นี่ถ้ามางานถวายผ้าป่าก็ยังนำสวดได้นะนี่ ฮ่าๆๆๆ สงสัยมาวัดที่ไม่ค่อยมีใครมาทำสังฆทานมั๊งนี่

 
ออกจากวัดนี้ก็บ่ายโมงแก่ๆแล้ว เลยรีบตรงดิ่งต่อไปที่วัดอัมพวัน เนื่องจากได้ข่าวว่าหลวงพ่อจรัญจะลงมาตอนบ่ายสอง … ไปถึงเดินเข้าไปเห็นคนเพียบเลย คิดอยู่ว่าโห นะ นี่ขนาดมาวันธรรมดานะนี่ ถ้ามาวันเสาร์ อาทิตย์จะเป็นไงเนี่ยะ ^^" พิธีการที่นี่เร็วมาก พอบ่ายสองหลวงพ่อก็ลงมา สวดให้พรแป๊บนึง แล้วให้คนที่มาเริ่มต่อแถวถวายของได้เลย ถวายเสร็จหลวงพ่อก็ขึ้นเลย หลวงพ่อดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี แต่ตอนที่จะออกไปต้องมีคนมาอุ้มท่านไปนะ ไม่แน่ใจว่าขาอ่อนแรงหรือเปล่า … เราอยู่วัดอัมพวันกันประมาณชั่วโมงได้มั๊ง คือพอถวายของเสร็จก็เดินสำรวจวัดแป๊บนึง อ่อ วัดนี้คนนิยมมาปฏิบัติธรรมกันด้วยนะ จะมาแบบ 3 วันหรือ 7 วันก็ได้เลย รับเข้าทุกวันศุกร์ แต่พอดีวันที่เราไปเป็นวันโกนพอดี คนเลยมากันเยอะเลย

ออกจากวัดอัมพวันก็ไปต่อกันที่วัดพระปรางค์มุนี ที่มีมักกะลีผลอยู่ หลวงพี่วัดนี้ใจดีมากๆ เปิดห้องที่เก็บให้ดูด้วย เพราะตอนไปถึงห้องนี้ปิดไปแล้วน่ะ อ่อวัดนี้มีสัตว์สตาฟเป็นช้างกับสุนัขด้วยนะ

ออกจากวัดก็มุ่งหน้ากลับกทม. แวะรับโดมที่มธ.รังสิตเพราะไปทำโปรเจคให้บริษัทแถวนั้นพอดี เสร็จแล้วก็บึ่งไปรับท่านแม่ที่อู่ เพราะคืนนี้เราจะไปทานข้าวกัน … ถามทุกคนไม่มีใครออกไอเดียเลยว่าอยากไปไหน ไอ้เราก็อยากอาหารอะไรก็ได้ที่ไม่เผ็ดอ่ะ เพราะว่าอาหารเมื่อกลางวันน่ะ มันอร่อยนะแต่เวลาเรากินของเผ็ดมากๆ จะรู้สึกร้อนท้องตลอด ไม่ดีเลย พอตกตอนเย็นนี่เลยต้องหาอาหารที่ไม่ค่อยเผ็ดกินแทน … คิดไปคิดมาก็อาหารญี่ปุ่นนี่แหล่ะ เลยไปกันที่ Esplanade เลย ร้านวาซาบิ ชั้นขายตั๋วโรงหนังนั่นเอง ร้านนี้บรรยากาศดี พนักงานมารยาทดี …. เป้าหมายที่เราอยากมาลองมากๆวันนี้คือชาบูน้ำเต้าหู้ ส่วนอย่างอื่นๆก็เพลนๆ ดูได้ตามรูป สรุปว่าอาหารมื้อนี้อร่อย ชาบูอร่อยสมกับที่ตั้งใจมาทานเลย ส่วนอย่างอื่นๆก็คุณภาพดี อร่อย ไม่เสียแรงที่มา ^^

สรุปว่าวันนี้เป็นวันเกิดที่ Happy (ที่ไม่ต้องไปทำงาน ฮ่าๆๆ) ได้ทำบุญตามที่ตั้งใจ ได้ตระเวณกินของอร่อย … พอใจแล้วววว

Extra: ส่วนของขวัญวันเกิดจากท่านแม่ในปีนี้ถูกบังคับซื้อให้คือ VAIO ตัวใหม่ที่กำลังใช้อยู่ ณ ตอนนี้ & กล้อง canon ixus 110is ที่ดูผลงานได้จากรูปใน post นี้แหล่ะ … ท่านแม่ซื้อกล้องให้ก่อนล่วงหน้า ส่วน vaio จริงๆก็จะได้ล่วงหน้าเหมือนกัน แต่ไปที่ร้าน sony แล้วสีเงินที่อยากได้ดันหมด พนักงานก็บอกว่า เอาสีชมพูไปแทนสิครับ สวยนะ (คิดในใจ … สีชมพูมันเข้ากับหน้าเราม๊ากมากเลยเนอะนี่ ^^") เลยบอกว่าไม่เป็นไรพี่ เดี๋ยวโทรมาเช็คใหม่เรื่อยๆ และสุดท้ายก็เลยได้ซื้อมาในวันเสาร์ที่ผ่านมา … ส่วนเหตุผลที่ท่านแม่บังคับให้ซื้อ desktop เนี่ยะ มันมีที่มานะ ….คือตั้งแต่กลับจากเมกาฯมาเราใช้แต่ notebook อย่างเดียวเลย เวลาแม่เข้ามาในห้องเห็นเราทำงานกับจอเล็กๆของ notebook แล้วชอบบ่น บอกว่าอยากให้ใช้จอใหญ่ๆ เดี๋ยวสายตาเสียหมด … ไอ้เราก็ปฏิเสธมาตลอด บอกว่าใช้แบบนี้สบายดี เวลานั่งเล่นเบื่อๆ ก็เอามานอนเล่นบนเตียงได้ด้วย สบายจะตาย … แต่สุดท้ายขัดท่านแม่ไม่ได้ (คือจริงๆไม่อยากฟังแม่บ่นแล้วนั่นแหล่ะ 5 5 5) เลยได้มาด้วยประการฉะนี้ … จบ

ชีวิตในช่วงก่อนกลับเมืองไทย ….

August 23, 2008 Leave a comment

เพิ่งรู้สึกตัวว่าไม่ได้เขียน update ถึงชีวิตตัวเองมาเกือบ 2 ปีแล้ว หลังจากล่าสุดเขียนไว้ตั้งแต่ 3 ตุลาฯ 2006 น่ะ (ก่อนกลับมาเมืองไทยอีก ^^”) … จริงๆตอนทำเว็บนี้ขึ้นมาตั้งใจว่าจะทำเป็น Diary เลยนะ คือจะบันทึกว่าวันๆ(หรืออย่างน้อยก็แต่ละช่วง)ของชีวิตทำอะไรบ้าง … บวกกับตอนนั้นอยากหาที่ระบายด้วยแหล่ะ บางทีไม่รู้จะบ่นยังไงดี เอา web นี่แหล่ะวะ เป็นที่เขียนระบายความเซ็ง/หงุดหงิด/เครียด จะดีกว่า เลยกลายเป็นที่มาของ abbster.net นี้

แต่ตั้งแต่กลับมาอยู่เมืองไทย รู้สึกว่าทำไมเวลาที่จะทำอะไรสบายๆหรือชิลๆมันไม่เห็นมีเลยอ่ะ … ตอนอยู่ที่ San Diego ในช่วงปีหลังสุดนี่เหมือนได้อยู่กับตัวเองเยอะมากๆ บางทีก็รู้สึกโหวงๆบ้างนะ แต่ 80% ของความรู้สึกเราว่ามันสงบดีมากๆ ไม่มีความวุ่นวาย ไม่ต้องทำอะไรตามใจใคร หรือต้อง concern ความรู้สึกคนรอบข้าง ไม่มีกฏเกณฑ์อะไร วันทำงานก็ไม่ต้องรีบร้อน ตื่นมาก็ 8-9 โมงเช้า กินข้าวเช้าแบบสบายๆ ไปทำงาน 9.30 – 10am ก็ไม่มีปัญหา จากที่บ้านขับรถไปที่ทำงานก็ 10 นาทีเอง ขับสบายๆรถไม่ติด ส่วนการทำงานก็ไม่มีการเมือง หัวหน้าห่วยแตกก็ comment ได้ตรงๆ เพื่อนที่ทำงานก็ประเภทตัวใครตัวท่าน คือเคารพให้เกียรติกัน แต่ไม่มาวุ่นวายเรื่องส่วนตัว และคบกันแบบสบายๆ หลังเลิกงานก็ต่างคนต่างไป ตอนทำงานที่นู่น จันทร์-ศุกร์ไปทำงาน เสาร์-อาทิตย์ ก็ไปตีกอล์ฟ ตีเทนนิส แล้วก็เข้ายิม กินข้าวกับเพื่อนคนไทยบ้างอาทิตย์ละครั้งสองครั้งเพื่อ catch up ชีวิตกัน อย่างคืนวันศุกร์ หรือเสาร์ก็จะนัดกินข้าวเย็นกัน พอกินเสร็จก็ไปสิงบ้านใครสักคนเพื่อตั้งวง LAN เล่นเกมส์กัน หรือไม่ก็เอา VCD/DVD ล่าสุดที่เพิ่งออกมานั่งดูด้วยกัน หรือไม่ก็แข่ง Playstation กัน  ตอนนั้นเกมส์ฮิตก็ karaoke revolution, dance dance revolution, hot shot golf, etc)  ช่วงนั้นเป็นชีวิตที่ชอบเลย คือมีทั้งความสนุกและความสงบไปด้วยกัน balance มากๆ

สุดท้ายที่ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะว่าพ่อเสียไปได้เป็นปีแล้ว แม่อยู่กับน้องแค่สองคน ก็เลยอยากให้กลับมาอยู่ด้วยกัน … ตอนนั้นก็เสียดายนะ เพราะว่าที่ทำงานไม่อยากให้ลาออก เลย offer ว่าจะ submit เรื่องทำ greencard ให้ทันที และจะอนุมัติให้บินกลับเมืองไทยได้ปีละ 3 รอบ ให้ไปอยู่รอบละเดือน คือให้ทำงานได้ 2 locations เลย … แต่ตอนนั้นคุยกับที่บ้านแล้วดูท่านแม่ไม่ happy เท่าไหร่ มันเหมือนไม่ได้กลับมาอยู่กับเค้าถาวร เราเลยตอบกลับไปว่าไม่ (เสียดายเหมือนกัน) แต่ที่น่าเสียดายมากกว่านั้นอ่ะ คือช่วงเดือนสุดท้ายก่อนที่จะกลับ มีการติดต่อมาจาก Google.com ว่าเค้าได้ review profile ของเราแล้วสนใจ เลยอยากขอสัมภาษณ์ ตอนนั้นเราก็คิดนะว่าเออลองดูก็ดีเหมือนกัน ก็เลยโอเค เค้าก็นัดสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ มีการสัมภาษณ์จากคนที่เป็น HR ไปก่อนรอบแรก แค่คุยทั่วๆไป ถามประวัติ เสร็จแล้วก็นัดคุยอีกรอบกับทางทีมที่เค้าจะให้เราไปทำงานด้วย … ก็ตื่นเต้นเหมือนกันนะวันสัมภาษณ์ … พอถึงเวลาปั๊บ ก็โทรมาเลย ตรงเวลาดีมากๆ … ก็คุยกันไปประมาณ 20 นาที มีแต่คำถามทาง Technical ล้วนๆ … คุยเสร็จแล้วก็ไม่มีอะไร เราก็คิดว่าคงไม่ผ่านหรอก (แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่า ship ของกลับเมืองไทยหมดแล้ว เตรียมบินกลับแล้วหล่ะ เพราะตอนนั้นนี่เหลืออีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็ต้องบินกลับแล้ว) แต่พอกลับมยาถึงเมืองไทย วันแรกๆเลย เราได้รับการติดต่อ (ทางเมล์ เนื่องจากโทรศัพท์ที่ใช้ที่เมกามันถูก cancel ไปแล้วนิ) ว่าผ่านสัมภาษณ์แล้ว อยากให้ไปสัมภาษณ์รอบสุดท้ายที่ Google site (Silicon Valley) เลย … โห … ตอนนั้นนะ … เสียดายมากๆอ่ะ อยากไป Google สักครั้ง อย่างน้อยไปแล้วไม่ผ่านสัมภาษณ์รอบสุดท้าย แต่ก็ถือว่าได้ไปลอง T_T เฮ่อ คนเราเนอะ เป็นจังหวะชีวิตมากๆ ถ้าได้รับการติดต่อมาก่อนหน้านี้สักเดือนนึง คงจะไม่พลาดโอกาสแบบนี้ หรือถ้าคิดเข้าข้างตัวเอง ป่านนี้เราก็อาจจะได้ทำงาน Google แล้วเนอะ เป็นบริษัทในฝันของเรา และเชื่อว่าเป็นของใครหลายๆคนด้วย … แต่มาคิดอีกที ถ้าได้ทำงาน Google จริงๆ เราคงไม่ได้กลับมาอยู่กับแม่และน้อง ซึ่งเราก็คงจะรู้สึกผิดอีกอยู่ดี … แห่ะๆ สรุปแล้วก็คือ คนเราต้อง weigh ความต้องการของตัวเอง กับ ความต้องการของคนที่เรารัก เนอะ เราทำตามใจตัวเองมาเยอะแล้วนิ หนีมาอยู่เมกาไป 7 ปีแล้วอ่ะ

แต่พอกลับมาอยู่เมืองไทย (กลับมาถึงวันที่ 29 Nov 2006) มันก็แลกกันนะ มันได้ความรู้สึกดีที่ได้อยู่ใกล้คนที่เรารัก และเค้าก็รักเรา แต่มันก็แลกกับความอิสระในการทำอะไรตามใจตัวเอง แต่ก็นะ คิดว่าเป็นชีวิตอีกแบบนึงที่เราต้อง Get over มันไปให้ได้น่ะ ไม่ว่าจะ Get Over โดยการยอมรับสภาพ (ทำใจยอมรับได้) หรือเปลี่ยนตัวเองไปทีละนิดๆจน Lifestyle เปลี่ยนไปเป็นแบบนี้เองโดยปริยาย … ตอนนี้ผ่านมาเกือบ 2 ปี เริ่มรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ก็นะ บ้างอ่ะ ไม่ใช่ดีขึ้นซะทั้งหมด แห่ะๆๆ … เอาเป็นว่า post นี้จบตรงนี้ละกัน เดี๋ยวชีวิตหลังกลับมาถึงเป็นยังไง จะมาเล่าต่อใน Post ต่อไป ไม่งั้นเดี๋ยว post นี้ยาวเกิน

My Life : 1 Day Work Trip to Seattle

October 3, 2006 Leave a comment

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาช่วงประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆ กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะก็ได้รับโทรศัพท์ คนที่อยู่ในสายมีทั้ง VP, sales, Customer support engineer แล้วก็มาเซล เืพื่อนในแผนกของเราเอง โทรมาก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง บอกว่าเฮ่แอ๊บบี้ อาทิตย์นี้ว่างมั๊ย ยูช่วยไป Seattle หน่อยได้ป่าว Potential Customer มีปัญหากับ Product ที่เพิ่งส่งไป เราก็จะปฏิเสธยังไงได้ ก็ต้องไปสิ ก็เลยบอกว่าโอเช สรุปว่าเซลล์มันโทรไปคุยกับลูกค้า แล้วลูกค้าบอกว่าว่างวันจันทร์บ่ายโมง เลยแย่กว่าเดิม เพราะว่าแทนที่จะได้ไปตั้งแ่ต่วันอาทิตย์ กลับเป็นว่าเราต้องตื่นวันจันทร์ตอนตีห้าหน่อยๆ เพื่อรีบไปขึ้นเครื่องบินรอบ 6.50am ให้ทัน ต้องนั่งเครื่องสองต่อ จาก San Diego ไปลง San Jose แล้วจาก San Jose ต่อไป Seattle รวมทั้งหมดสี่ชั่วโมง ต้องรีบมากๆคือตอนลงจากเครื่องที่ San Jose แล้วต้องรีบวิ่งไปอีก gate นึง เพราะเครื่องบินอีกลำที่จะัไป Seattle เค้า board ผู้โดยสารเสร็จไปแล้ว เราก็ต้องรีบๆ ไม่มีเวลาได้ check-out สนามบิน San Jose เลย สรุปก็ขึ้นเครื่องไปถึง Seattle (Sea-Tac) ตอนประมาณ 10.40am ใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงในการเดินทางสองต่อ ว่าแต่สนามบิน Seattle สวยดี มีร้านอาหารน่ากินหลายร้านมากๆ เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ลองกินเลยสักร้าน (ยกเว้น starbucks … ขอกาแฟหน่อยน่า มันง่วงอ้ะ) แถมยังมี Borders (ร้านหนังสือ) ด้วยนะเนี่ยะ  ^^ แต่ก็ไม่มีเวลาเข้าไปเดินดูอยู่ดี เลยถ่ายรูปกลับมาเอาบรรยากาศละกัน

 

สรุปพอถึงสนามบินก็ได้แต่รีบๆถ่ายรูป แล้วก็รีบไปเอารถเช่่า คราวนี้ได้รถ Dodge Caliber สีขาว เท่ห์ดี เห็นแล้วแบบว่าชอบเลยอ่ะ แต่ยังไงเวลาขับแล้วเร่งสู้น้อง 3 ของเรายังไม่ได้แฮะ แต่ตัวถังสวยดี แถม stereo มี aux input ด้วยนะ เอาไว้เสียบไอพอดได้ แต่เสียดายไม่ได้เอาสาย cable สำหรับการนี้มาเลยต้องฟัง FM แทน แห่ะๆ

พอขับรถออกมาจากสนามบิน ดูเวลาแล้วยังเหลือเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆก่อนจะถึงเวลานัดลูกค้า เผื่อรถไม่ติดจะได้ไปขับรถวนดู Microsoft ที่ย่าน Redmond ซะหน่อย เพราะว่า Microsoft อยู่ห่างจากบริษัทที่เราจะไปแค่สิบกว่าไมล์ ถ้ารถไม่ิติดขับแค่ 15-20 นาทีก็ถึง ไหนๆมาถึง Seattle แล้วก็ควรจะได้ไปดูสักหน่อย ็เลยรีบบึ่งออกไป โชคดีมากรถไม่ติด เราเลยได้โอกาสขับเลยไป check-out Microsoft (เย้ ไม่เสียเที่ยว !) ทางเข้าไปที่ Microsoft site สวยมาก มีต้นไม้ขึ้นสองข้างทาง สีกำลังสวยเลย แล้วที่นี่เค้าดูแลต้นไม้ค่อนข้างดีอ่ะ ดูร่มรื่นมากๆเลย รูปข้างล่างนี่ขับรถไปถ่ายไปอ่ะ เพราะว่าแถวนั้นไม่มีที่จอดรถเลย แถมจริงๆแล้วก็คือรีบด้วยแหล่ะ เพราะต้องรีบขับรถกลับไปเจอลูกค้าให้ทันตอนบ่ายโมงอีก

พอขับรถเข้าไปใน location ของ Microsoft แล้วก็จะเจอตึกๆๆหน้าตาเหมือนๆกันอยู่เรียงกันเพียบ แถมยังมีสนามฟุตบอลอีกตะหาก (soccer นะ ไม่ใช่ football) แบบว่าเจ๋งมาก กะว่าจะจอดรถถ่ายรูปแต่ก็หาที่จอดรถแถวนั้นไม่ได้เลย เลยต้องขับลึกเข้าไป จนไปเจอที่จอดรถแบบชั่วคราวเลยได้ลงมาถ่ายรูป(ตึก)เป็นที่ระลึกหน่อย (ดีกว่าไม่ได้ถ่ายเลย)

ถ่ายรูปเสร็จก็รีบกระโดดขึ้นรถจะขับกลับไป downtown ให้ทันนัดลูกค้า พอดีเจอรถบัสที่มีป้ายของ Microsoft (Exchange Server 2007 ads) เลยถ่ายเป็นที่ระลึกซะหน่อย ^^

เสร็จแล้วก็ขับกลับไปในย่าน downtown ของ Seattle เพื่อที่จะไปให้ทันนัดลูกค้า ลูกค้าที่จะไปเจอนี่คือ Rosetta Inpharmatics เป็น บริษัทย่อยของ Merck & Co., Inc ที่เป็น Global Research ทางด้านการแพทย์ที่ใหญ่มากๆ เพราะฉะนั้นถึงทางบริษัทถึงให้ความสำคัญกับลูกค้ารายนี้มาก ขับรถไปถึงก็เห็นว่าตัวบริษัทเป็นตึกอยู่ใน Downtown ตัวตึกทำเป็นรูปเว้าๆสวยดีแฮะ

ขับรถมาถึง จอดรถเสร็จก็ยังเหลือเวลาอีกเกือบครึ่งชั่วโมง เดินเลยบริษัทไปเจอร้านเบเกอรี่ร้านนึง ท่าทางจะ work เราเลยเข้าไปสั่ง green tea กับ blueburry scone แล้วก็ croissant มานั่งกินแทนอาหารกลางวันซะเลย แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆแฮะ bakery ร้านนี้อร่อยมากทั้งสองอย่างเลย พอทานเสร็จก็รีบไปเจอลูกค้า เพราะว่าจะมีเวลาแค่สามชั่วโมงในการแก้ปัญหา เก็บข้อมูล เพราะว่าต้องบินกลับเย็นวันนั้น เครื่องออกตอน 5.50pm ต้องออกจากบริษัทลูกค้าสี่โมงเย็น เฮ่อ ดูแบบว่าเร่งรีบสุดๆเลยล่ะ พอเจอลูกค้า(Rick) แล้ว เราก็ขึ้นไปอยู่บนห้อง Server เพื่อนั่ง troubleshoot + เก็บข้อมูล ทั้งหลายแหล่ สรุปว่าปัญหามันเกิดจากเวลาที่เค้าใช้ netbackup utility ของ veritas ในการ import oracle database over network มาที่เครื่อง client แล้วเครื่อง kernel panic ซึ่งสรุปแล้วเรา con call คุยกับทางบริษัทเราแล้วเค้าบอกว่าโอเคเก็บข้อมูลได้หมดแล้วให้บินกลับไปก่อน ทางลูกค้าจะส่ง system กลับไปให้เราทำต่อที่บริษัท (แล้วเราจะบินมาไมวะเนี่ยะ) แต่ก็นะ การแก้ปัญหาอันนี้มันต้องใช้เวลา test ค่อนข้างเยอะมาก เพราะว่าลูกค้าใช้ SLES9 SP3 แต่ดันใช้ ext3 เป็น filesystem ทั้งๆที่ default filesystem ของค่าย suse นี่คือ reiserfs อ่ะ แถม kernel message ก่อนเครื่อง hang นี่ก็ relate to ext3 ทั้งหมด แต่ทาง Rick เองก็ไม่ flexible เลย คือไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น สรุปคือต้องส่งเครื่องกลับไปหาทางอื่นๆต่อไปที่บริษัท เราก็เลยได้บินกลับ ไม่งั้นคงได้อยู่ต่ออีกคืนแน่ๆ

ขับรถกลับไปถึงที่สนามบิน แล้วก็แทบไม่เหลือเวลาแล้ว ก่อนจะเดินเข้า gate แวะเข้าห้องน้ำ เจอพนักงาน star bucks คนที่เราแวะซื้อกาแฟด้วยเมื่อเช้า เค้าถามว่า นี่ยูอยู่ในสนามบินทั้งวันเลยเหรอเนี่ยะ เราเกือบก๊ากแตก ก็เลยบอกเค้าว่าเปล่า ไอออกไปรอบนึงแล้วกลับเข้ามาใหม่ เค้าเลยถึงบางอ้อ 5 5 5 คุยกับเค้าได้นิดนึง แล้วก็ต้องรีบเดินไปขึ้นเครื่องกลับ San Diego (สองต่อเหมือนเดิม ต่อที่ San Jose เหมือนเดิมอีก) มาถึง San Diego ตอน 9.45pm ร้านอาหารที่เล็งๆไว้ว่าจะแวะกินปิดกันเรียบ สุดท้ายเลยเอาง่ายๆก้อได้ แวะซื้อ sandwich ที่ albertson’s กลับไปกินบ้าน ว่าแล้วก็อร่อยนะ Sandwich wrap ใส่ turkey กับ bacon เนี่ยะ สรุปถึงบ้านเกือบห้าทุ่ม เป็นอันจบวันที่(โคตะระ)จะเร่งรีบ + เพลียสุดๆ (จริงไม่ได้เหนื่อยจากการเดินทางนะ แต่เพลียจากการตื่นตีห้าตะหาก)

PS: ขอขอบคุณ Maximum PC / Computer Shopper / Electronic Gaming Magazine + Ipod Photo + Nintendo DS ที่ทำให้เราไม่เบื่อเลยในการนั่งเครื่องบินไปกลับรวมเกือบ 8 ชั่วโมงในครั้งนีั้ ^^

My Life : Update : 25 Sept 2006

September 25, 2006 Leave a comment

รู้สึกว่าเสียความตั้งใจที่ว่าเราจะ update blog เราบ่อยๆ หลังจาก setup เวบ abbster.net นี้ขึ้นมา พอดีช่วงที่ผ่านมายุ่งมากๆ จริงๆคือมันยุ่งมาตั้งแต่กลับมาจากเมืองไทยเมื่อต้นปีแล้ว หลังจากกลับมาก็ทำงานๆๆลูกเดียว แล้วพอดีช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมานี่ยุ่งมากเป็นพิเศษ เพราะว่าเมื่อหลายเดือนก่อน Intel กำลังจะ Launch Platform ใหม่ เพราะฉะนั้น เค้าก็จะส่งตัว Alpha, Beta hardware มาให้ทางเราทดลองก่อน แล้วก็อย่างที่รู้ๆว่าพวก Product ใหม่ๆเนี่ยะ ปัญหามันก็จะเยอะมากๆๆๆ แถมเราก็จะเจอการกดดันจากทางเซลล์ เพราะว่าลูกค้ารายใหญ่ทั้งหลายแหล่ ก็จะอยากทดลอง Platform ใหม่ก่อนที่มันจะ launch ออกตลาดจริง เพราะงั้นเวลาที่เราส่ง test system ไปให้ลูกค้า ส่วนใหญ่เค้าก็จะเจอ bug เจอปัญหา แล้วเราก็ต้องมานั่งแก้อีก เลยวุ่นวายมาก

ช่วงหลังๆที่ทำให้ยุ่ง(มากกๆๆๆๆๆ) เพิ่มขึ้นมา ก็เพราะว่าโปรเจค MSN : Windows Live Online นี่แหล่ะ เพราะว่ามูลค่าของดีลนี้ ถ้าทำสำเร็จคือเยอะมากๆ เพราะฉะนั้นทุกๆฝ่ายในบริษัทก็จะตื่นตัวกับโปรเจคนี้มากๆๆ ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเรายุ่งกับโปรเจคนี้มาตลอด คือต้องทำ initial testing ทั้ง software & hardware แล้วก็เป็นคนกำหนดว่าเราจะใช้ hardware ตัวไหนเพื่อที่จะ meet requirement ของทางไมโครซอฟท์ด้วย ตอนนี้เลยเป็นคราวของ Engineers ด้านอื่นๆที่ต้องแก้ปัญหา(ที่ยังมีอีกเพียบ)ต่อไป ไม่น่าเชื่อว่าแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆก็ทำให้ผลการเทสล่มได้เหมือนกัน เช่นกระแสไฟ ความร้อน vibration ทุกๆอย่างมีผลต่อ stability มากๆ ก็ต้องเทสกันต่อไป เฮ่อ

เีราสิ ตอนนี้เครียดจนเลิกเครียด จนจะเครียดใหม่อีกรอบ สงสัยเป็นเพราะเราค่อนข้างกดดันตัวเองอ่ะ เวลาที่ทำงานแล้วทำไม่ได้ ก็จะพยายามหาทางทำมันใ้ห้ได้ เวลาได้รับ assign งานแล้วทำไม่ได้เนี่ยะ จะรู้สึกแย่มากยังไงก็จะต้องพยายามหาวิธีแก้ปัญหาให้ได้ ไม่งั้นไม่สบายใจ อีกอย่างคือเรารู้สึกว่าเวลาที่มีคนถามอะไรแล้วเราไม่รู้เนี่ยะ มันรู้สึกแย่มาก ถึงส่วนใหญ่ที่เค้าถามมันจะไม่ได้เกี่ยวกับงานเราก้อเหอะ แต่มันก็รู้สึกว่า อะไรวะ ทำไมเราไม่รู้วะ แล้วก็เลยต้องค้นคว้า่เพิ่มเติมเอาเอง ทำให้รู้สึกว่าโห ทำไมเรามีอะไรต้องเรียน ต้องอ่านอยู่ตลอดเวลาเลย ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ก็เหมือนเรียน เลยเหมือนทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย จริงๆเราไม่คิดว่าเราจะมีนิสัยแบบนี้เลยนะ เพราะว่าตอนเรียนก็ขี้เกียจจะตาย โดดเรียนเป็นประจำ ไม่เห็นมีความกระตือรือร้นเรื่องเรียนเลยอ่ะ งงตัวเองเหมือนกันแฮะ แต่จริงๆอาจจะเพราะนิสัยนี้ก็ได้ ที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจ + ความนับถือจากคนในบริษัทมากๆ ในทุกๆแผนก คิดย้อนไปเมื่อตอนที่เข้าบริษัทใหม่ๆเนี่ยะ เวลาเิดินไปไหนก็จะถูกมองด้วยสายตาแบบว่า ไอ้หน้านี้เนี่ยะนะ ที่จะมาเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกในบริษัท (ตอนนั้นเข้ามาแล้วเป็น programmer คนแรกในบริษัทอ่ะ บริษัททำด้าน hardware เลยไม่เคยมีโปรแกรมเมอร์มาก่อน) แล้วต้องเขียน software  ทางด้าน remote management (IPMI) ตอนนั้นคือเพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ ประสบการณ์อะไรไม่มีเลย ท้อมากๆ แทบจะลาออกเลยนะ แต่หลังจากผ่านไปจนทำได้ มันก็ได้รับผลตอบแทนคุ้้มค่านะ อย่างน้อยเราก็รู้สึกดีกับตัวเองมากๆ

โหนะ นอกเรื่องไปความหลังเมื่อสามปีกว่าๆที่แล้วเฉยเลย จะบอกว่าตอนนี้เรื่องที่ทำให้เครียดน่าจะเป็นเรื่องเตรียมตัวกลับเมืองไทยมากกว่า เพราะว่ามีเวลาอีกประมาณสองเดือน ต้องเตรียมตัวหลายอย่างมากๆ ทั้ง pack ของ ติดต่อบริษัท shipping ขายรถ หาตั๋วเครื่องบิน จัดการ accounts ต่างๆที่มีอยู่ จัดการเคลียร์งาน แล้วก็ยังต้องคุยกับที่ทำงานต่อไปว่าเราจะได้ทำงานให้บริษัทต่อไปหรือเปล่า เพราะว่าได้คุยกับบอสไปเมื่อเดือนก่อน เค้าบอกว่าเค้าจะคุยกับไดเรคเตอร์อีกคนให้ เพราะว่าอยากให้เราทำงานกับบริษัทต่อไป อาจจะต้องทำหน้าที่หลายอย่าง คือเป็น consultant + field sales & systems engineer คือต้องเดินทางในบางทีด้วย แต่ว่าเค้าก็ยังการันตีไม่ได้ เพราะว่าเค้าต้องคุยกับคนผู้บริหารคนอื่นอีก เพราะว่าเค้าก็ไม่เคยมีพนักงานที่ทำงานในตำแหน่งนี้ แบบนี้มาก่อน เราเลยจะกลายเป็นคนแรกอีกแล้ว นี่เราก็เป็น programmer คนแรกของบริษัทไปแ้ล้ว แล้วก็เป็นคนแรกที่ทางบริษัทต้องทำ visa ทำงานให้ แล้วนี่ก็จะเป็น FSE คนแรกของบริษัทอีก (ถ้าได้อ่ะนะ) แต่ที่กลุ้มใจคือไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่านี่สิ ไม่ชอบควาามรู้สึกแบบนี้มากๆ เพราะมันทำให้เราแพลนอนาคตเราไม่ถูก คืออยากรู้ให้แน่นอนไปเลย ว่าจะเอาไงกับช้านฟะ แต่ก็นะ เค้าคิดอยากให้เราทำงานกับเค้าต่อไปนี่ก็ทำให้ประทับใจได้ระดับนึงเหมือนกันล่ะ นี่ยังไม่รวมเรื่อง stock options ที่ต้องจัดการอีก แล้วก็ยังมีเรื่องดีเทล์ปลีกย่อยในแต่ละเรื่องที่ทำให้กลุ้มใจอีก เฮ่อ แต่พอถึงเวลาที่มันกระชั้นจริงๆ เราคงปล่อยๆหว่ะ เหมือนที่เราทำบ่อยๆ 5 5 5 ปกติพอจวนตัวก็นะ ทำเท่าที่ทำได้ให้ดีที่สุด อะไรที่ไม่ไหวก็ปล่อย (เช่นการ pack ของเป็นต้น ถ้าขี้เกียจ pack จัด อาจจะบริจาคเรียบ)

แต่จะบอกว่าพอรู้สึกว่าต้องกลับเมืองไทยแล้วก็เหมือนตัวเองเบื่อการทำงานขึ้นมาดื้อๆยังไงอยู่ ไฟเริ่มหาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทำงานหนักมากๆติดๆกันมานาน เลยล้า หรือว่าเพราะไม่อยากสนใจแล้วก็ไม่รู้ดิ ตอนนี้เวลาว่างก็อ่านหนังสือนะ ทั้ง magazine ทังหนังสือทั่วไป ตอนนี้เริ่มอ่านหนังสือพวก nutrition คืออยากรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อยากรู้วิธีดูแลสุขภาพให้มากขึ้น ที่นี่เค้ากำลังโปรโมทการดูแลสุขภาพของตัวเองโดยการเลือกกินอาหาร + ออกกำลังกายให้ถูกต้อง เราเองก็ซื้อหนังสือพวกนี้มาอ่านสองสามเ่ล่ม ก็ได้ความรู้เยอะขึ้นเยอะดีนะ แต่จะทำหรือไม่ทำก็อีกเรื่อง 5 55 อย่างน้อยรู้ไว้ก็จะได้ไม่งง เพราะว่าเดี๋ยวนี้เวลาอ่านในเวบก็จะเจอศัพท์แปลกๆทางด้าน nutrition เนี่ยะ เยอะเลย ทั้ง Transfat, Saturated fat, Omega-3, 6, 9 ที่เค้าโปรโมทให้กินเข้าไปๆ รวมถึง basic ของการออกกำลังกายที่ถูกวิธีด้วย เราเริ่มออกกำลังกายในยิมมาได้ประมาณปีนึงแล้ว สังเกตความเปลี่ยนแปลงไ้ด้มากๆอย่างนึงเลยคือ เราไม่ป่วยอีกเลย เมื่อก่อนเราจะเป็นไข้ เจ็บคอ ไม่สบายทุกเดือนสองเดือน เซ็งมากๆ เพราะว่าเวลาเราไข้ขึ้นทีจะเป็นหนักเลยล่ะ แต่หลังจากออกกำลังกายแล้วเราไม่ป่วยอีกเลย เราว่าแค่นั้นก็คุ้มแล้วล่ะ เพราะเวลาป่วยทีเนี่ยะ มันทั้งรำคาญ ทั้งทรมาณนะ ยิ่งอยู่คนเดียว ไม่มีคนให้อ้อนด้วยเนี่ยะ ยิ่งไม่สมควรป่วยอย่างยิ่ง แห่ะๆๆ สมัยก่อนตอนอยู่เมืองไทยเวลาป่วยนอนซมอยู่กับบ้าน แม่จะทำข้าวต้ม + กับข้าวของโปรดเราจากที่อู่ แล้วให้คนงานเอามาส่งให้ที่บ้าน อร่อยเริ่ด ตอนนี้ก็คิดถึงอาหารเบสิคๆทั้งหลายนะ อยากกินข้าวต้ม โจ๊ก ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวหน้าเป็ด และที่ขาดไม่ได้ ไก่ทอดหาดใหญ่ ที่ไอ้น้องสุดที่รักมันดันเอามากินยั่วเมื่อคืน -_-" แต่ดีแฮะ ที่ร้านขายเนี่ยะ อยู่ตรงหน้าบ้านเราเลย คือเดินลงบันไดบ้านไป ก็ซื้อได้เลย รวดเร็วจริงๆ ไม่รู้กลับเมืองไทยไปคราวนี้จะอ้วนขึ้นหรือเปล่า แต่อย่างน้อยอาหารก็ไม่ได้เต็มไปด้วย ชีสกับเนยเหมือนที่นี่อ่ะนะ แต่เราก็มีแผนรับมือไว้แล้ว เพราะว่านัดกับเปิ้ลว่าจะไปออกกำลังกายด้วยกัน ทั้งไปยิม ตีแบด ตีเทนนิส ตีกอล์ฟ ฯลฯ แต่คือควบไปกับแพลนตระเวณกินด้วยนะ 5 5 5

โห เขียนมายาวเลย เอาไว้แค่นี้ก่อนละกัน สรุปว่าตอนนี้ก็ยังวุ่นวายเหมือนเดิม แต่เป็นช่วงที่ค่อนข้างจะปลงๆในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องงาน ถ้าไม่ได้ทำกับที่บริษัทต่อไปก้อไม่เป็นไร พยายามไม่หวังมากเหมือนกัน ยังไงขอสบายใจก่อนดีกว่า คือกลับเมืองไทยมันอบอุ่นกว่าอยู่ที่นี่มาก จริงๆแล้วเรื่องความก้าวหน้าในการทำงาน + เงินเดือนก็สำคัญนะ แต่สุดท้ายแล้วถ้ามีเงินแ่ต่รู้สึกว่างเปล่าในชีิวิตเนี่ยะ เราว่าเราขอเลือกว่าเราขอมีแค่พอใช้ แต่ขอความอบอุ่นทางใจดีกว่า ดูเป็นคนไม่ค่อยทะเยอทะยานเนาะ ไม่รู้เหมือนกันว่าสมัยนี้แล้วความคิดแบบนี้ยังจะอยู่รอดต่อไปหรือเปล่านะ แต่เราว่าหลังจากที่ผ่านอะไรมาหลายๆอย่าง สถานการณ์หลายๆแบบ บวกประสบการณ์การใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียว การทำงานเมืองนอก รวมๆประสบการณ์ทั้งหลายแล้ว เราได้ผลสรุปออกมาแบบนี้ แล้วเราก็คิดว่าไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่คิดแบบนี้ เพราะว่าเพื่อนๆพี่ๆที่เรารู้จักที่นี่หลายคนก็มีแพลนจะกลับเมืองไทยกันเกือบทุกคน ถ้าความก้าวหน้า + เงิน เป็นสิ่งสำคัญกว่าความรู้สึกทางใจ หลายๆคนรวมทั้งเราคงไม่ตัดสินใจกลับเมืองไทยกันแบบนี้หรอก …

เปิดตัวเวบน้องใหม่ abbster.net !

August 14, 2006 Leave a comment

จริงๆมี project นี้ไว้ตั้งนานแล้วล่ะ แ่ตไม่ได้ฤกษ์สักที จริงๆเวบนี้กะว่าจะเป็นส่วนตัวจริงๆ คือเอาไว้เขียน blog บ้าง บางทีมีไอเดีย หรือว่ามีข้อมูลอะไรเล็กๆน้อยๆที่กลัวลืม ก็จะได้เอามาใส่ๆๆไ้ว้ที่นี่แทนที่จะเป็น myfirstsight.com เพราะว่าที่นั่นคนเข้าเยอะขึ้นเยอะเลย จะ post อะไรงี่เง่าๆคงไม่ work เท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วเหตุผลอีกข้อนึงคือ อยากหาเรื่องจด domain name ใหม่นั่นแหล่ะ :P เดี๋ยวจะไป setup email เราจะได้ใช้ email ของ domain ตัวเอง ดู unique ดี :D นี่เราก็ import post ต่างๆที่เคยเขียนไว้้มาจาก blog เก่าของเราจากที่ต่างๆ ทั้งจาก blogger, wordpress แล้วก็ที่ blog เก่าที่แอบเปิดไว้ใน myfirstsight ด้วย เรา import ทั้งหมดไปใส่ไว้ใน category "olg blogs" แต่ไม่ได้ให้มันโชว์ที่หน้าแรกนะ เปลืองที่ อีกอย่างอ่านที่ตัวเองเขียนแล้วขำอ่ะ เมื่อก่อนไม่เคยเขียน blog ไง อ่านแล้วตลกดี

เดี๋ยวคงจะหาเรื่อง update เวบไปเรื่อยๆ อาจจะเพิ่มนู่น แต่งนี่เล่นไปเรื่อย ยังอยู่ในช่วงเห่ออยู่น่ะ :P แต่จะพยายามมา update บ่อยๆ ไหนๆก้อมี official blog กะเค้าแล้ว ถ้าหาเรื่องไม่ update อีกคงไม่ดีแน่ๆ แห่ะ

มา update เพิ่มเติม : ดูด้านข้างจะเห็นว่ามี sidebar 2 อันที่แสดงรูป อันแรกเป็น random image จาก gallery ของเราเอง ส่วนอีกอันที่ชื่อว่า "Featured Music" มาจาก photoblog module คือมันจะ display รูปที่เรา post ในหัวข้อ Featured Music blog น่ะจิ เราเพิ่มหัวข้อนี้เข้าไป เอาไว้ update เพลงที่เรากำลังชอบมากๆ ณ ขณะนั้น ใส่ windows media player control เข้าไปในแต่ละ post ด้วย ถ้าคลิ๊กเข้าไปอ่านก็จะได้เห็นทั้งเนื้อเพลง ทั้งได้ยินเพลงไปด้วยพร้อมๆกัน ไอเดียเหมือนที่ myfirstsight’s music page น่ะแหล่ะ :D

My Life : Update : 13 Aug 2006

August 13, 2006 Leave a comment

โห ช่วงนี้งานเยอะมากๆๆๆๆๆ อาทิตย์ที่ผ่านมากลับบ้านไม่ต่ำกว่าสามทุ่ม เมื่อวานนี้วันศุกร์แท้ๆแต่แย่สุดๆ กว่าจะได้ออกจากที่ทำงานก็ตีหนึ่งกว่าๆ แบบว่าทำงานกันไปก็ตาปรือกันไป ยิ่งทำโปรเจคนี้ต่อไปเรื่อยๆก็ได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็รู้สึกดีนะ แต่กลุ้มใจเหมือนกัน เพราะว่าเจอแต่ปัญหา อาจจะเป็นเพราะว่า hardware และทุกๆอย่างมันใหม่มาก design จาก 0 เลย มีทั้งปัญหาเรื่องกระแสไฟ ซึ่งก็จะมีผลกับการทำงานของตัว system ทั้งระบบ cooling ก็มีปัญหา บางที เครื่องเปิดมาแล้วดับไปเฉยๆ เสียบ power ตัวนี้แล้วเครื่องหลัก reboot บ้าง พอ run benchmarking แล้วได้ผลที่ห่วยมากๆ create raid arrays แล้ว array ล่ม OS หาย ปัญหาเยอะเกินกว่าจะบรรยายได้ เอาเป็นว่ามาบ่นไปเรื่อยๆเนี่ยะแหล่ะ

เมื่อสองวันก่อนรู้สึก down มาก ไม่รู้ว่าเป็นอะไร อาจจะเครียดมากด้วย รู้สึกเป็นวันที่แย่มากๆๆๆที่สุดในรอบปีเลยมั๊ง รู้สึกเหมือนว่าความรับผิดชอบมันสูงมาก มันเหนื่อยมากด้วย แถมมองรอบตัวแล้วรู้สึกเหมือนว่าทำไมตัวเอง ไม่มีใครที่เราจะคุยได้ทุกๆอย่าง ระบายได้ทุกๆอย่างจริงๆเลยเหรอ มันรู้สึกเหมือนคนที่ไม่ได้อยู่เมืองไทยนานๆหลายๆคนมั๊ง ว่าพอไม่ได้อยู่เมืองไทยนานๆ มันทำให้ห่างจากเพื่อนๆมาเยอะ รู้สึกตัวอีกทีก็จะรู้สึกว่าอ้าว เพื่อนเรามันหายไปไหนกันหมดแล้ววะ

แต่ก็รู้สึกดีเรื่องนึงนะ ว่าตัวเองกำลังจะได้กลับเมืองไทยแล้ว รู้สึกว่าครั้งนี้ตัวเองหนักแน่นมากๆเลย รู้สึกว่าการได้กลับไปอยู่กับครอบครัวมันมีความรู้สึกดีทางใจมากกว่า ช่วงหลังๆเริ่มรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกว่างเปล่ามากเลย อาจจะอยากมีใครที่รักเรา เป็นห่วงเราจริงๆอยู่กับเรา ช่วงหลังๆเวลาไม่สบายใจ รู้สึกแย่ๆเนี่ยะ จะคิดถึงแม่ก่อนเลย ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยเป็น แปลกดี โทรไปคุยกับแม่ แม่ก็บอกว่าเวลาทำบุญจะทำเผื่อเราทุกครั้งเลย เวลาสวดมนต์ก็จะคิดถึงเราตลอด เค้าชอบพูดว่าเนี่ยะ ลูกต้องกลับมาอยู่กับแม่นะ เวลาลูกอยู่ด้วยแล้วธุรกิจดีมาก แต่เราก็สังเกตว่าเป็นยังงั้นจริงๆแฮะ ก็ก่อนที่เราจะกลับเมืองไทยครั้งที่แล้ว แม่บ่นๆว่าช่วงนี้ธุรกิจที่อู่ดูเงียบๆนะ บ่นมาเป็นเดือนๆ แต่พอเรากลับไป ช่วงนั้นอ่ะเห็นงานเยอะมากๆๆๆๆๆ มากจนแม่บอกว่า เนี่ยะเห็นมะ บอกแล้วว่าต้องมาอยู่ด้วยกัน 5 5

ไม่รู้กลับเมืองไทยไปเราจะหางานได้หรือเปล่านะเนี่ยะ ไม่เห็นจะมั่นใจเลย มีแต่คนบอกว่าหาได้อยู่แล้ว แต่นะงานมันหาง่ายได้ขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วเราจะได้งานที่เราอยากจะทำหรือเปล่านี่สิ เรื่องสำคัญ แต่ช่างมันเหอะ เรื่องอนาคต กังวลไปก็เท่านั้น เอาตัวกลับไปก่อนละกัน ไม่งั้นต้องทะเลาะกับนู๋เปิ้ลตายก่อนแน่เลย 5 5 5 แค่นี้ก้อแทบจะทะเลาะกันเรื่องกลับช้าไม่ช้า วันเว้นวันอยู่แล้ว เฮ่ออ อยากให้เปิ้ลรู้จริงๆนะว่าเราเองก้อยากรีบกลับจะแย่อยู่แล้ว แต่บางทีความรับผิดชอบมันมาค้ำคออยู่ มันกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ แล้วก็ไม่อยากทะเลาะด้วย แค่อยากให้เข้าใจ ก็รู้ว่าเปิ้ลเข้าใจแหล่ะ แต่รู้สึกแย่ พูดแล้วเดี๋ยวเครียด เลิกพูดแล้วไปนอนดีกว่า -_-" เดี่ยวค่อยมา up blog อื่นต่อพรุ่งนี้ (ดูดิเก็บกดจัด มีเรื่องต้องอัพอีกเพียบ) :P

Finally got gmail to host all my abbster.net email accounts!

August 8, 2006 Leave a comment

ขออัพเดทความคืบหน้าต่อจากเมื่อวานหน่อย ^^ ตอนนี้ setup email account ของ domain abbster.net แล้ว ที่เจ๋งคือเราสามารถเช็คเมล์ผ่าน interface ของ gmail ได้เลย Link ที่ gmail ใช้ host email ของ abbster.net คือ http://mail.google.com/hosted/abbster.net/ แต่ดูไปดูมาก็ว่ายาวไปหน่อย เราเลย create subdomain ใน domain / host ของเราใหม่ แล้วใส่ file index.php ที่ redirect ไปที่ link นั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้าจะเข้าไปเช็คเมล์ที่ link นี้ก้อสามารถเข้าได้จาก http://gmail.abbster.net เลย :D

สรุปว่าตอนนี้เปิดอีเมล์ใหม่เพิ่มสองอันคือ admin@abbster.net เอาไว้เป็น admin account แล้วก็ abb@abbster.net จริงๆมีอีเมล์หลายๆ accounts อาจจะดูปวดหัวนะ แต่คิดอีกทีมันก็ได้พื้นที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเยอะ ลองคิดดูว่า email นึงมีพื้นที่ 2 GB สามารถเก็บทั้งไฟล์ ทั้ง mp3 ได้เยอะมากเลย จริงๆแล้วไม่ใช่แค่ gmail หรอกที่มี beta ให้ทดลอง host email ได้ เพราะว่า beta นี้เป็นส่วนนึงของ Window Live เหมือนกัน แต่คิดเอาระหว่าง microsoft กับ gmail ขอเลือก gmail ดีกว่า เพราะว่าพื้นที่ก็เยอะกว่า แถมเราติดใจระบบ search ของ gmail + ระบบการใช้ label ด้วย

Enjoy the new email!!

หลังจากที่ไม่ได้ update blog มานาน …

April 14, 2006 Leave a comment

ช่วงนี้หายหน้าหายตาไป ไม่ได้มา update blog เลย เพราะว่ามัวแต่ยุ่งเรื่องนู้นเรื่องนี้ เอาตั้งแต่เรื่องงานเลยดีกว่า ช่วงที่ผ่านมายุ่งมาก เพราะว่าตอนนี้ทรอยเป็นหัวหน้าโดยตรงของเราเรียบร้อยแล้ว ก็สั่งงานยิ่งกว่าไอ้หัวหน้าคนก่อนอีก -_-" พอดีเพื่อนๆคนอื่นไม่อยู่ด้วย อย่างมาเซลก็ิบินไปเยอรมัน ส่วนอดัมอาทิตย์หน้าก็ไปฟลอริด้า มองไปมองมาเลยเหลือแต่เรา งานทั้งหมดเลยมาอยู่กะเราได้ยังไงวะเนี่ยะ เรื่องงานนี่ ทำไปทำมาก็รู้สึกว่า ทำไมอะไรมันไม่ง่ายเลย ทำงานก็เจอแ่ต่ปัญหาตลอด เลยเซ็งๆ นี่ถ้ากลับเมืองไทยไป ยังคิดอยู่ว่าจะหางานได้ง่ายจริงๆเหรอ ตอนนี้มันเหนื่อยจนหมดไฟที่จะสอบ MCSE ที่ตั้งใจไว้แล้ว กลับถึงบ้านก็ไม่อยากทำอะไรแล้วอ่ะ ถ้ากลับไปเมืองไทยจะได้ทำงานบริษัทจริงหรือเปล่ายังไม่แ่น่ใจเหมือนกัน ถ้าเซ็งจัดอาจจะเริ่มทำกิจการอะไรสักอย่างในเครือญาติืไปเลย ตอนนี้รู้สึกเคว้งเหมือนกันนะ เหมือนไม่รู้อนาคตที่แน่นอน ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนเป็นการลงทุนอะไรสักอย่าง ที่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ก็นะ กลับไปอยู่เมืองไทย ยังไงก็ดีในแง่ของความรู้สึกอ่ะนะ

หลังจากที่รู้สึก active มานาน มาวันนี้รู้สึกเพลียมากๆ เหมือนความเพลียสะสมมันมารวมตัวกันในวันนี้ แบบว่ารู้สึกเพลีย เหนื่่อย ไม่มีแรง ทั้งๆที่เมื่อคืนก็นอนเร็วนะเนี่ยะ มันคงเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ หลายอย่างมั๊ง เฮ่อ เหนื่อยกายนี่จริงๆก็เข้าใจได้นะ ก็นอนวันละ 6 ชั่วโมงมาทุกวันเลย (หลังจากที่เดือนก่อนหน้านี้นอนวันละ 4-5 ชั่วโมงมาเกือบทั้งเดือน) แถมยังไปยิมเกือบทุกวัน วิ่งวันละ 2.5 mile ปั่นจักรยานอย่างน้อย 3 ไมล์ แถม weight training ต่ออีก เป็นยังงี้ทุกๆวันที่ไปยิม กลับบ้านมาก็ยกดรัมเบลต่ออีก แต่มันก็ไมไ่้ด้ฟิตขึ้นมากสักเท่าไหร่หรอก ตอนที่ตีกอล์ฟบ่อยๆกล้ามขึ้นเร็วกว่านะ สังเกตุดู … เมื่อวันก่อนยก server เข้าไปในห้อง lab เพราะว่าต้องเอาไปเทส ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน โดนบาดเลือดสาด นิ้วกลางซ้ายเป็นแผลลึก เลือดออกนานมากกว่าจะยอมหยุดไหล ตอนนี้ก็ยังเจ็บสุดๆ เพราะว่าต้องพิมพ์คีย์บอร์ดตลอด แล้วชอบลืมตัวใช้นิ้วนี้ เพราะว่าเราพิมพ์สองมือ และใช้ินิ้วครบทุกนิ้วเลยไง มันก็ชินอ่ะ เฮ่อออ บ่นไปงั้นแหล่ะ เพราะว่าตอนที่เขียน blog นี้อยู่ก้อเผลอใช้มาหลายทีแล้ว เลยบ่นตรงนี้ซะเลย ไม่ใช่แค่แผลนี้นะ ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีรอยฟกช้ำดำเขียวตรึม รอยนึงได้มาจากตอนไปขี่จักรยานที่ยิมน่ะแหล่ะ ดันเลื่อนเก้าีอี้ไปใกล้ handle มากไปหน่อย พอปั่นๆอยู่ แล้วเลยไปชนกับ handle เป็นรอยช้ำ ม่วง สุดๆไปเลย สรุปว่าช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี่ซุ่มซ่ามมากๆ

เมื่่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (8 เมษา) ก็ไปวัดเมตตามา เพราะว่าก่อนหน้านั้นพี่หญิงโทรมาบอกว่าถ้าว่างให้ไปช่วยพี่หญิงหน่อย เอ๋ยก็โทรมาตามให้ไปช่วยงานวัดเหมือนกัน เราก็โอเคไปได้ แต่บอกพวกเค้าว่าเรามีธุระตอนบ่ายๆคงไปได้ไม่นานนะ พอไปถึงก็ประมาณ 11 โมงแล้ว ไปถึงเจอว่าแทม พี่เอก พี่นุ้ย รัม น้องดิว น้องเกท ไปด้วย พอดีแทมกำลังช่วยงานอยู่ใกล้ๆพวกเอ๋ย กับพี่อุ๋มอยู่พอดี เราเลยทักไปตามมารยาท บอกว่าหวัดดีแทม แต่ชีกลับไม่ตอบอะไร แล้วก็ทำเหมือนไม่สนใจ เราก็รู้สึกไม่ดีนะ ว่าคนเรามันต้องเป็นขนาดนี้เลยเหรอ เพราะว่าอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ เลยต้องทำเหมือนโกรธเรา ไม่คุยกับเรา ทั้งๆที่ลับหลังพวกนั้นก็ยังมีโทรมาขอให้ช่วยเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอเจอยังงี้เราก็ยิ่งรู้สึกเลยว่าเราคงไม่ต้องมาเป็นแม้แต่เพื่อนกันแล้วล่ะ แต่ก็รู้สึกเซ็งๆนะ ที่เจอแบบนี้อ่ะ

มาพูดถึงเรื่องความรัก ณ ปัจจุบันบ้างดีกว่า ตอนนี้รู้สึกเหมือนเปิ้ลอารมณ์ขึ้นๆลงๆมากๆๆๆ จนไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะหงุดหงิดเรื่องไหนก็ต้องพูดกับเราไม่ดีทุกที เราเองก็อยากที่จะรับได้ในทุกสถานการณ์นะ แต่บางทีเราก็เหนื่อยจากเรื่องรอบข้างเยอะเหมือนกัน ก็รู้ึสึกผิดกับเปิ้ลด้วย ว่าเราน่าจะรับได้ น่าจะเข้าใจมากกว่านี้นะ แต่มันก็เหมือนกับบางเวลามันไม่ไหวจริงๆ ขอไม่คุยกันไปจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้นดีกว่า ก่อนที่จะรู้สึกไม่ดีต่อกัน มันเสียความรู้สึกเปล่าๆ เฮ่อออ เปิ้่ลชอบบอกว่าเราไม่เข้าใจเค้าเลย ตอนนี้เราก็คิดแล้วเหมือนกันว่าเราคงไม่เข้าใจจริงๆ อย่างเวลาเปิ้ลรู้สึกหงุดหงิดเรื่องอื่นๆ มันจำเป็นด้วยเหรอที่ต้องพูดไม่ดีกับเรา ถ้าระบายให้ฟัง เรายังคุยเป็นเพื่อนได้ เรายังรับฟังปัญหาได้ แต่การที่พูดไม่ดีมาเนี่ยะ มันจะไม่ยิ่งทำให้สถานการณ์โดยรวมมันแย่ไปอีกเหรอ เราคง spoiled ด้วยแหล่ะ เราชอบให้คนที่เรารักที่เราแคร์ พูดจาดีๆกับเราอ่ะ ถ้าคนที่เราไม่แคร์จะพูดไงเราก็ไม่สนหรอก เพราะไม่คิดจะคบอยู่แล้ว เราไม่อยากชินกับการที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าเราไม่รู้เลยว่าความรู้สึกเราจะเปลี่ยนไปในแง่ไหน เฮ่ออ … ช่วงนี้เราคงเหนื่อย + เบื่อ + เซ็ง มากไปหน่อยด้วยแหล่ะ ภูมิคุ้นกันมันเลยมีน้อย …. ต้องขอโทษเปิ้ลมา ณ ที่นี้ด้วยคับ …

Golf at Coronado …

March 19, 2006 Leave a comment

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมากำลังนอนดูหนังอยู่ เพราะว่าเราไม่ได้ไป Joinกลุ่ม SD-Thai พี่นุ้ยก็โทรมาหา
ชวนให้ไปตีกอล์ฟที่ Coronadoด้วยวันรุ่งขึ้นจริงๆแล้วเรารู้อยู่แล้วเพราะว่าเค้าเมล์มาบอกเรื่องนี้กับกลุ่มที่เล่นกอล์ฟตั้งแต่กลางweekแล้ว แต่เราตอบไปว่าไม่ไปเพราะว่าช่วงนี้ตีกอล์ฟห่วยอ่ะ แล้วพอวันพฤหัสเราก็เห็นพี่นุ้ยเขียนบอกว่าแทมมี่กับพี่เอกจะไป แต่สรุปว่าเมื่อคืนวันศุกร์พี่นุ้ยโทรมาบอกว่าแทมมี่กับพี่เอกไปไม่ได้แล้ว เพราะว่าเค้าต้องออกไปธุระด่วนนอกเมืองอยากให้เราไปตีแทนไม่งั้นต้องแคนเซิล tee time ที่เสียดายเพราะว่าคอร์สนี้จองยากมากๆ

เราก็เออนะไม่ค่อยอยากไป แต่สุดท้ายก็ไปแหล่ะเพราะว่าเค้าหาคนอื่นๆไปแทนไม่ได้แล้วเราเองก็ชอบสนามนี้ด้วยสิ
สนามสวยมากดูจากรูปเอาละกัน ว่าสวยจริงป่าว

สรุปว่าวันนี้ตื่นตั้งแต่ 8 โมงเช้า เพื่อจะไปตีกอล์ฟ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยนะเนี่ยะ ตื่นเช้าเพื่อไปตีกอล์ฟเนี่ยะ แต่ tee time มัน 9.30 ไง แต่ก็เอาเถอะ เพื่อ coronado สรุปว่าก๊วนวันนี้มีเรา พี่นุ้ย แล้วก็พี่นิ่ม สรุปว่าวันนี้ตีได้ห่วยอีกแล้วครับท่าน แต่ที่ห่วยนี่คือเหล็กกับ hybrid นะ เพราะว่าวันนี้ตี driver ดีมาก + short game เวอร์คสุดๆ แต่เสียที่เหล็กเนี่ยะแหล่ะ วันนี้ตีแป้กเยอะมาก จนรู้สึกว่าตัวเองวงหลุดไปเรียบร้อย ต้องไปฝึกที่ driving range เยอะๆมากๆๆๆ เมื่อก่อนตีดีเพราะว่าไปฝึกอาทิตย์ละ 2-3 รอบ เดี๋ยวนี้อาทิตย์ละครั้งยังดูก่อนเลย คงต้องไปซุ่มแล้วแฮะ กอล์ฟเนี่ยะเป็นอะไรที่ต้องฝึกตลอดจริงๆเลยนะ ไม่งั้นตีไม่ได้อีกเลย

วันนี้ตีเสร็จพวกพี่ๆก็ชวนไปกินข้าวต่อ เราไม่ค่อยอยากไปเลยบอกไปว่าเรามีนัดแล้ว แล้วเราก็แว่บไปกินข้าวที่ Thai house มา อิ่มสุดๆ แล้วก็โทรไปที่ร้านตัดผม เค้าบอกว่าอีกสองชั่วโมงถึงจะว่าง เราเลยไปเดินเล่นที่ Compusa กับ Fry’s ฆ่าเวลา อืมมม อยากได้ LCD จัง แต่ยังตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะซื้อดีป่าว เพราะว่าที่ห้องมันไม่มีที่จะวางแล้วเนี่ยะ แค่นี้โต๊ะก็ดูรกๆไปหมดแล้ว แถมนี่เพิ่งซื้อ Speaker ใหม่มาอีก (ดูได้จาก blog ที่แล้ว) นี่ถ้าเพิ่ม LCD + Keyboard + Mouse ขึ้นมาอีกชุดคงดูอึดอัดน่าดู แต่ว่านะ มันก็อยากได้ว่ะ ทำไมเราอยากได้นู่นนี่เยอะงี้ฟะ ยิ่งของพวก Tech เนี่ยะ มัน tempt มากเลย ไม่รู้นี่จะเอาชนะใจตัวเองได้ป่าว อยากรู้เหมือนกันว่าสรุปแล้วตัวเองจะซื้อป่าว 5 5 5 ก็ต้องคอยดูกันต่อไป :D

My Life : Update : This week !

March 17, 2006 Leave a comment

เหนื่อย ! ไม่รู้จะเริ่มต้นด้วยคำไหนที่ดีไปกว่าคำนี้แล้วอ่ะ ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยจริงๆนะ แต่อาจจะดีกว่าเดือนที่แล้วที่นอนไม่ค่อยจะหลับเลย เดือนที่แล้วนอนได้วันละ 4-5 ชั่วโมง เดือนนี้ดีขึ้น นอนได้เกิน 6 ชั่วโมงแล้ว เย้! แต่ว่าช่วงนี้มีโปรเจคสำคัญให้รับผิดชอบตัวนึง ลูกค้าคือ MSN … ที่เครียดเพราะว่าบริษัททั้งบริษัทพยายามจะ win ครั้งนี้ให้ได้ แต่ MSN require crazy hardware มากๆ แล้วเราก็รับหน้าที่เป็นคนจัดหา Hardware + software รวมไปถึงการทำ testing, benchmarking ทั้งหมด แต่จริงๆก็ไม่ใช่เราคนเดียวหรอกที่เหนื่อยกับโปรเจคนี้ เพราะว่า engineer คนอื่นๆก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะว่าต้อง custom design hardware ของทางบริษัทใหม่เกือบทั้งหมดเพื่อการนี้โดยเฉพาะ วันนี้ก็มีนัดพบ vendor เข้าประชุมตั้งแต่ 1.30 จนถึง 5 โมงกว่าๆ ทั้งอยู่ในห้องประชุม ทั้งอยู่ในห้องแลปรวมๆกันนั่นแหล่ะ ช่วงนี้เราอาจจะเครียดด้วยเพราะว่าอยากสอบ MCSE (Microsoft Certified Systems Engineer) แล้วเริ่มดู CBT (Computer based training) Video ไปได้สักพัก แล้วมันก็ยากใช้ได้เลยนะเนี่ยะ ดูวีดีโออย่างเดียวอาจจะไม่พอ คิดว่าจะอ่านหนังสือเพิ่มด้วย อย่างน้อยถ้าสอบ MCSE ไม่ไหว เราก็เอา MCSA (Microsoft Certified System Administrator) ก็ได้ MCSA สอบทั้งหมด 4 ตัว ส่วน MCSE สอบทั้งหมดเจ็ดตัวอ่ะ เห็นหนังสือของแต่ละตัวแล้วท้อเหมือนกันนะ เพราะว่าหนาเล่มละ 1200-1500 หน้าอ่ะ เฮ่อออ แถมช่วงนี้ยังไปยิมบ่อยด้วย คงทำ Cardio มากไปหน่อนเลยเหนื่อยมาก ก็เราวิ่งวันละ 30-40 นาที ปั่นจักรยานอีก 20 นาที แถมบางทีถ้าไม่ขี้เกียจยังต่อด้วยตีแร็กเก็ตบอลอีก อ่อเราเพิ่งซื้อไม้แร็กเก็ตบอลมาใหม่ของ Head ตีดีมากๆ แต่ยังคิดถึงอันเก่ามากกว่าหน่อยๆ เพราะอันเก่าสีสวยกว่า (ของ Head เหมือนกัน แต่อันเก่าสีฟ้า อันใหม่สีส้มอ่ะ :P )

ย้ายบ้านใหม่มาอะไรๆก้อดีนะ แต่ยังไม่ค่อยชินเพราะว่ามันแคบกว่าที่เก่าเยอะ อยากมีโต๊ะคอมพ์ตัวใหญ่ๆยาวๆไว้วางอุปกรณ์คอมได้เยอะหน่อย (desktop สักสองเครื่อง, monitor, printer, speakers, kvm, switch, etc.) แต่ตอนนี้มันแคบเลยมีแต่ laptop เครื่อง desktop shuttle ที่ยังอยู่หลังรถอยู่เลย เพราะว่ามันไม่ค่อยจะมีที่นี่แหล่ะ คิดแล้วรันทดจริงๆ แต่ก็อดใจไม่ได้สั่งซื้อ speaker ใหม่ไปแล้ว (Logitech x230) รุ่นนี้ได้รับรีวิวดีมากๆ แถมไม่แพงด้วย เวลาฟังเพลงจาก laptop แล้วมันไม่สะใจเลย ลำโพง laptop มันก็ได้แค่นั้นเองจริงๆ เราชอบฟังเพลงเสียงดีๆอ่ะ ขอมีความสุขนิดนึงละกันนะ แห่ะ …

กลับมาจากเมืองไทยแล้วรู้สึกว่าไม่เหลือเพื่อนเลย มันโหวงเหวงไปเยอะเลยนะ ไอ้โอ๋กับป้าก้อหายไปจากชีวิต เนตรที่เป็นคนที่เราคิดว่าจะเป็นเพื่อนแท้ๆของเราก็มาเลิกคบกับเราอีกคน ด้วยสาเหตุอะไรเราไม่สามารถรู้ได้จริงๆ เพื่อนๆที่ San Diego ก็ห่างไป เรารู้ว่าเ้ค้าได้รับฟังอะไรๆจากแทมเยอะมาก เราก็ไม่อยากไปตามแก้ข่าว ก็ช่างมันเหอะ อีกไม่กี่เดือนก็กลับเมืองไทยแล้ว มันตัดใจตั้งแต่เรื่องเนตรด้วย ว่าขนาดเนตรยังเลิกคบกับเราได้ เราคงไม่ต้องหวังว่าคนอื่นๆจะมาเข้าใจเราแล้วล่ะ

บ่นมาเยอะแล้วเหมือนกันแฮะ พอดีกว่า เก็บไว้บ่นครั้งต่อไปบ้าง ไม่งั้นหมดมุข :D

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 669 other followers